ใครที่คิดว่าได้คอยติดตามข่าวของผู้ประสบภัยคลื่นยักษ์ที่ภาคใต้ตามรายการข่าวตามช่อง TV ต่างๆ ใครที่คิดว่าทราบความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์นี้ตลอดเวลาผ่านทางสื่อไม่ว่าจะสื่อสัญชาติไทยหรือเทศ ใครที่คิดว่าทราบความย่ำแย่ของสถานการณ์นี้ แต่ยังไม่เคยมาที่ภูเก็ต พังงา หรือที่เกิดเหตุอื่นๆ ใครที่คิดว่าทุกๆอย่างกำลังถูกจัดการอย่างเรียบร้อยและมีระบบ เหมียวบอกได้เลยว่าสิ่งที่คุณเห็นใน TV ไม่เท่ากับครึ่งของความเป็นจริงที่เหมียวกำลังจะเล่าให้ฟัง
ตอนนี้เป็นเวลาเกือบหนึ่งทุ่มของวันที่ 6 มกราคม 2548 เหมียวกำลังนั่งเขียนไดอารี่นี้อยู่บนโลงศพไม้อันหนึ่งภายในศาลาอเนกประสงค์วัดย่านยาว ใกล้กับบริเวณเขาหลักจังหวัดพังงา หลายคนอาจจะคิดว่าเหมียวมาทำไม? จบหมอก็ไม่ใช่ ชันสูตรศพก็ไม่เป็น ตัวก็เล็ก จะช่วยยกอะไรไหว? ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าคนอย่างเหมียวก็มีประโยชน์กับเค้าเหมือนกันนะ เหมียวมาที่นี่เพราะเพื่อนๆของเหมียวเพิ่งกลับจากพังงาแล้วบอกว่าที่นี่เป็นที่ซึ่งต้องการแรงกำลังของอาสาสมัครมากที่สุด หลังจากที่ทราบข่าวเหมียวก็ตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบิน จัดเตรียม Laptop และ กล้องดิจิตอล เผื่อมาช่วยด้านข้อมูล พี่ชายเหมียว (เป็น Cousin) เตรียมสาย LAN และ Server มาด้วย เหมียวไปซื้อฆ่าเชื้อแบบสเปรย์พ่น รองเท้ายาง ถุงมือ หน้ากากกันเชื้อโรคและแก๊สต่างๆ (หน้าตาเหมือนพวกตำรวจปราบจลาจลใช้กัน) ส่วนหนึ่งเพื่อเอามาบริจาค อีกส่วนหนึ่งเตรียมมาใช้เองเพราะกลัวว่าจะติดเชื้อ กลัวว่าจะทนกลิ่นศพไม่ไหวเพราะเค้าร่ำลือกันว่ากลิ่นศพแรงมากๆออกไปนอกบริเวณวัดด้วยซ้ำ เอาหละค่ะงานนี้เป็นไงเป็นกัน

เครื่องลงที่ภูเกตเมื่อวันที่ 4 ตอน 8 โมงกว่าๆ เหมียวและพี่ๆอีกสองคนเช่ารถจี๊ปคาริบเบียนคันเก่า มาจากภูเก็ต ขับเข้าโค้งทีก็เอียงที โค้งอีกทีก็สไลด์ที คิดในใจเหมือนกันว่าชั้นจะมีชีวิตรอดไปช่วยคนอื่นมั้ยเนี่ยะ? ก็แหม...แค่วันละ 800 บาทจะได้อะไรดีกว่านี้เนอะ..... 2 ชั่วโมงผ่านไปกับระยะทางเพียง 80 กว่ากิโลจากภูเก็ตมาที่เขาหลัก เมื่อเข้าบริเวณเขาหลัก เหมียวแทบจะไม่เชื่อเลยว่าที่เค้าว่ากันว่า ไม่เหลืออะไรเลย มันไม่เกินความเป็นจริงแม้แต่นิดเดียว ยิ่งขับไปตามถนนที่เรียบหาดบริเวณเขาหลัก ยิ่งไม่น่าเชื่อว่าทุกอย่างมันพังทลายราบเป็นแผ่นๆ เหลือก็แต่เพียงซากตึกที่หลังคาหลุดๆพังๆ ป้ายและ Signage ที่พยายามจะบอกร่องรอยการเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญและคึกคักของที่นี่ จนในที่สุดเราก็มาถึงวัดนิกรวราราม หรือวัดย่านยาวนั่นแหละค่ะ

ที่วัดนี้เป็นศูนย์จัดการเรื่องศพและผู้เสียชีวิตที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดพังงา ซึ่งถือเป็นจังหวัดที่มีบุคคลสูญหายและยอดผู้เสียชีวิตสูงที่สุดในเมืองไทย ไปถึงหน้าวัดตอนแรกนึกว่าเกิดจลาจล เพราะทหาร ตำรวจเดินพาเหรดกันขวักไขว่ แต่ปรากฏว่าเปล่าค่ะ คือคนทำงานและอาสาสมัครเยอะแยะเต็มไปหมด เหมียวและพี่ๆลงทะเบียนตามคำบอกที่เต็นท์ตรงประตูทางเข้าวัด และก็ที่ในเต็นท์นั้นเองมีบอร์ดแปะรูปถ่ายศพและหมายเลขของศพเรียงรายเต็มหลายกระดานทีเดียว ดูแล้วก็ไม่น่าโสภาแต่ก็พยายามดูเพื่อทำให้ตัวเองชิน จะได้ทำงานได้ จ้องมันอยู่ได้ไม่นานก็ต้องผละออกมาทำใจก่อนเจอของจริง เสร็จแล้วก็ขนของที่แบกมาไปที่กองบริจาค สิ่งแรกที่ร่างกายและประสาทสัมผัสบอกว่าแรงที่สุดคือกลิ่นที่โชยออกมาตั้งแต่บริเวณหน้าวัด ขนาดห่างออกไปหลายร้อยเมตรกลิ่นนี้ก็ยังชัดเจน มันคือกลิ่นอะไรเหรอคะ? ให้เหมียวอธิบายยังไม่ค่อยจะถูกเลยค่ะ มันเป็นกลิ่นฟอร์มาลีนผสมกับยาฆ่าเชื้อและกลิ่นศพเน่า พอทุกอย่างมารวมกันก็จะเป็นกลิ่นมึนๆเนี่ยะแหละ เหมียวบอกตัวเองตลอดเวลาว่า ต้องทนได้ซิ ต้องทนได้.....มาถึงขนาดนี้แล้ว
เดินเข้ามาจากทางหน้าประตูวัด มีการแบ่งฝ่ายและหน้าที่อยู่ตามส่วนต่างๆของวัด ด้านขวาของหน้าประตูเป็น Container เย็นเก็บศพ ส่วนทางซ้ายเป็นโลงศพกองสูงและรถปั่นไฟเคลื่อนที่ของการไฟฟ้าที่นำมาจอดให้ความสะดวก เดินเข้ามาอีกหน่อยเป็นเต้นสีเหลืองซึ่งเห็นเด่นชัดเป็นเต็นท์กองอำนวยการและประชาสัมพันธ์หลักของที่นี่ ด้านข้างซ้ายถัดจากแนวรั้วของกำแพงวัดเป็นศาลาอเนกประสงค์ ซึ่งส่วนหนึ่งถูกจัดให้เป็นโกดังเก็บอุปกรณ์ที่ใช้ดำเนินการในงาน อีกส่วนหนึ่งถูกแบ่งสรรให้ฝ่ายข้อมูลและ IT ที่ใช้โลงศพเปล่าๆเหล่านี้เป็นโต๊ะทำงานแทนไปก่อน ด้านหน้าของฝ่าย IT จัดเป็นโต๊ะยาวเพื่อให้ญาติที่ตามหาศพอยู่เข้ามาติดต่อขอดูข้อมูล กรอกเอกสารและดูรูปภาพชองศพได้ ส่วนด้านในลึกสุดของวัดที่มีการกั้นทางเข้า-ออกเป็นสัดส่วนที่สุด มีการดูแลการควบคุมเครื่องแต่งกายและควบคุมการติดเชื้อมากที่สุดก็คือส่วนด้านหลังในลึกสุดของวัด และแน่นอนว่าเป็นส่วนที่เป็นงานของการเก็บศพและ ชันสูตรศพ เหมียวเรียกเขตนี้กับเพื่อนๆว่า Spa (อันนี้มีที่มา ที่ไปนะคะ) หรือไม่ก็ ข้างใน (แบบว่ารู้กัน) ไม่ห่างจากSpa ใกล้กับทางเข้าของ Spa เป็นส่วนที่มีอาหารการกิน น้ำ ขนม ข้าวกล่อง มาม่า คอยให้บริการ จนกระทั่ง 3 วันผ่านไป เหมียวยังไม่เคยได้กินข้าวกล่องจากที่นี่ซักที มากที่สุดก็นมกล่องแล้วก็ชาเขียว UHT ที่เหลือไม่เคยกินลงเลย (ถึงว่าเพื่อนเหมียวทักว่าหายไป 3 วันผอมลงเลย) ก็ทั้งภาพ ทั้งกลิ่น และความเหนื่อยของทุกๆวันมารวมกันทำให้หิวแต่น้ำและอยากนอนเท่านั้น ทุกๆฝ่ายๆที่เล่าให้ฟังคร่าวนี้มีคนคอยดูแลและทำงานอยู่ตลอด แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าทุกๆหน่วยงาน ทุกฝ่ายนี้จัดการและดำเนินไปได้ด้วยแรงของอาสาสมัครทั้งสิ้น ไม่มีหน่วยงานไหนของรัฐเข้ามาเป็นเจ้าภาพ เป็น Authorization เลย ความแปลกก็คือ งานมันก็ยังเดินไปได้ของมันเอง
ยิ่งทำงานไป ยิ่งประสานงานกับคนหลายๆฝ่ายยิ่งเห็นว่า ที่นี่ไม่มีระบบการจัดการที่ดีเลย เพราะมีแต่อาสาสมัครแต่ไม่มีเจ้าภาพที่คอยดูและระบบในภาพรวม จัดการและประเมินผลทั้งในระยะสั้นและระยะยาว มีการตั้ง Code ของศพเอง แล้วก็มีการเปลี่ยน Code ใหม่เพราะเอาไป merge รวมกับศูนย์อื่นๆไม่ได้ แถมเอกสารการชันสูตรที่เป็น Primary Source รอบแรกก็หาย หาไม่เจอซะงั้น!!!! งงมั้ยคะ? เหมียวฟังเหมียวยังงงว่าเป็นไปได้ยังไง ปัญหาที่น่าจะต้องเข้ามาแก้และจัดตั้งระบบมากที่สุดคือ Database เพราะจะเป็นประโยชน์ในการค้นหาและแยกแยะศพผู้เสียชีวิตอย่างยิ่ง ซึ่งตอนนี้มีคนหลายกลุ่มทำงานร่วมกันอยู่ ทั้งกระทรวงยุติธรรม อาสาสมัครฝ่าย IT ของปตท. กลุ่มสสส. และ web master ของ web ดังหลาย web ของเมืองไทย ทั้งหมดพยามยามทำงานภายใต้อุปกรณ์ที่จำกัดและการขาดการประสานงานที่ดี และในความเป็นจริงแล้ว ก็ไม่ใช่หน้าที่ของพวกเค้าเลยแม้แต่น้อย ....เฮ้อ....(ขอถอนหายใจหนึ่งที) ส่วนฝ่ายที่ไปเก็บศพมาก็เก็บมาอย่างเดียว ไม่ได้ช่วยในการเก็บข้อมูลเลยว่า ศพนี้เก็บมาจากที่ไหน? พอเอามาส่งที่วัดแล้วก็ไป ทำให้ญาติมีข้อมูลในการชี้ศพน้อยลง แถมการไปเก็บกู้ศพนี้ก็ถูกแบ่งแยกอาณาเขตในการเก็บกู้ เช่น มูลนิธิร่วมกตัญญูได้เก็บเขตนี้ ปอเต็กตึ้งห้ามล้ำเส้น มีบางมูลนิธิ (ขอไม่เอ่ยชื่อ) แปลกมาก ไม่รู้ว่าเค้าคิดอะไรอยู่ คือไปเก็บกู้ศพมาได้แต่ไม่ยอมเอามาส่งที่วัดพร้อมให้เหตุผลว่าเป็นผลงานของเขาที่หน่วยงานของเค้าจะสานงานต่อเอง อ้าว!!!! แล้วอย่างงี้จะมีฐานข้อมูลรวมได้ไงหละ? ขนาดหมอพรทิพย์ไปขอก็แล้ว แต่ไม่ได้ผล อาจเป็นเพราะว่าไม่มีหน่วยงานไหนที่เข้ามาควบคุมและมีอำนาจในการสั่งการจริงๆเลยเป็นแบบฉะนี้ซะ เหมียวก็ไม่รู้แล้วหละว่าจะยังไงต่อ นอกจากนี้ยังมีทหารซึ่งถ้ารับผิดชอบในเขตไหนก็จะกันไม่ให้คนอื่นไปเก็บกู้เช่นเดียวกัน เหมียวแอบได้ยินข่าวลือมาด้วยว่าหน่วยงานของทหารที่ดูแลพื้นที่เกาะพระทอง และคอเขาอยู่นั้น (ซึ่งคาดเดากันว่าเป็นพื้นที่ๆมีคนและศพที่ยังไม่ได้เก็บกู้อีกเป็นจำนวนมาก) สั่งปิดเกาะเพื่อหยุดการค้นหาด้วยเหตุผลบางประการที่เหมียวก็สุดจะหยั่งรู้ จะเป็นการเมืองภายใน ภายนอก อันนี้คงต้องหาข้อมูลกันต่อไปค่ะ
นี่ก็ปาเข้าไปวันที่ 3 แล้วที่เหมียวทำงานที่นี่มา เรียกว่าทำทุกอย่างที่เค้าประกาศหาคนช่วย มีทั้งเป็น Operator รับโทรศัพท์ อันนี้ก็รับโทรศัพท์กันทุกๆนาทีที่โทรศัพท์ถูกวางลงบนแป้น เรียกว่าวางสายนี้ อีกสายก็โทรสวนเลย โทรมาถามกันทุกคำถามทุกเรื่องตั้งแต่วิธีการมาวัดย่านยาวไปจนถึง ขอข้อมูล รายละเอียดของศพ เท่ห์ดีเหมือนกันนะคะที่เค้าให้เหมียวไปนั่งรับโทรศัพท์โดยที่ไม่มีข้อมูลอะไรให้ตอบเลย ไม่มี Database ให้ access ไม่มีกระดาษ ไม่มีการ Training คือจับมาวางแหมะที่หน้าเครื่องโทรศัพท์ ก็ให้ตอบเลย แย่ที่สุดก็คือวิ่งไปถามคนที่คิดว่ารู้ข้อมูลนั้นแล้วก็กลับมาตอบ แล้วเหมียวก็ถูไถมาได้..... อืม....เก่งจริงๆเรา หลังจากนั้นก็เป็นคนคอยแจกจ่ายอาหารกล่องและขนมแก่อาสาสมัคร งานนี้เรียกว่าเป็นงานคลายเครียดของเหมียว เวลามึนมากๆ ปวดหัวมากๆก็จะขอตัวออกมาพักแล้วก็มายืนช่วยเค้าแจกข้าว แจกน้ำ แต่ตัวเองไม่ได้กินหรอก อย่างที่บอกค่ะ กินไม่ลง มีบ้างที่ไปพักความเครียดโดยการช่วยเค้าขนถ่ายของในโกดัง ขนน้ำขวดไปเพื่อใช้ในการชันสูตรศพ นอกจากนี้ยังไปเป็นล่ามให้กับทั้งญาติที่มาตามหาศพ และเป็นตัวกลางระหว่างอาสาสมัครต่างชาติและทีมทำงานคนไทย
พวกที่เล่าๆมาอาจจะดูธรรมดาเนอะ แต่งานที่เกี่ยวกับศพเป็นงานที่เหมียวไม่แน่ใจตัวเองว่าจะทำได้ปรือเปล่า? กลัวว่าถ้าเข้าไปข้างในแล้วเป็นลม จะเป็นภาระของคนอื่น แทนที่จะไปช่วยเค้า แต่...แหม....เสียงประกาศจากเต็นท์ประชาสัมพันธ์ก็ดังอยู่ตลอดเวลา เป็นระยะๆ เหมือนจะเตือนสะกิดเหมียวว่า.... ไปทำงานได้แล้วนะแก!!! ประกาศขออาสาสมัคร ขนศพ 20 คนค่ะ ประกาศขออาสาสมัครเป็นผู้ช่วยทันตแพทย์ 10 คน คุณจะได้รับการสอนและ Train ก่อนเข้าไปทำงานค่ะ ประกาศขออาสาสมัคร 20 คน ด่วน!!! เพื่อเข้าไปค้นหาศพในวัดก่อนจะมืดค่ะ เรามีเวลาไม่มาก...ด่วนค่ะ ประกาศอันสุดท้ายนี้หล่ะคะ ที่ทำให้เหมียวตัดสินใจว่า เข้าไปเถอะ เค้าต้องการคนด่วน เห็นประกาศหลายรอบ แปลว่าคนไม่ครบจริงๆแน่ๆ ถ้าเราไม่ทำ แล้วใครจะทำ? ว่าแล้วเหมียวก็ดิ่งไปที่เต็นท์หน้าทางเข้า Spa ที่มีฝ่าย Costume ช่วยแต่งตัวคนทำงานทุกคนอยู่ (ทำยังกับอยู่ใน Green Room หลังเวทีคอนเสิร์ต) ทุกคนจะโดนถามว่าเราจะเข้าไปทำหน้าที่อะไร? อยู่นานไหม? ถ้าไม่ต้องจับศพก็อาจจะได้ชุดเอี๊ยมพลาสติกและถุงมือยางที่ไว้ใช้ผ่าตัดบางๆ หน้ากากแบบ N95 ธรรมดา กันได้แค่เชื้อโรค แต่ไม่กันกลิ่น แต่ถ้าไปยกศพ พลิกศพ ช่วยจับศพ อันนี้ต้องเป็นชุดหมีรัดกุม ใส่หน้ากากจมูกหมู อันใหญ่ที่กันได้ทั้งเชื้อโรคและกลิ่น พร้อมถุงมือยางอันหนา 2 ชั้น
เหมียวถูกจับใส่ชุดหมี รองเท้าบู๊ทยางสูงถึงเข่า ถุงมือยางชั้นเดียวแล้วก็เดินเข้าไปด้านหน้าของ Spa
ตรงบริเวณนี้เองแหละที่เหมียวได้คุยกับอาสาสมัครกลุ่มหนึ่งที่ ชีวิตอยู่แต่แถวๆนี้ เค้าเข้ามาคุยด้วย ถามไถ่แล้วก็กล่าวต้อนรับอย่างสนุกสนานเป็นกันเองมากๆ เหมือนกับรู้จักกันมานาน ขอต้อนรับเข้าสู่ วัดย่านยาวรีสอร์ทแอนด์สปา.... วันนี้พวกผมมีแขกมา Check in ใหม่ประมาณ 40 ท่านนะครับ กะมาอาบแดดกันทั้งนั้นเลย เพราะไม่ค่อยใส่เสื้อผ้ากันมา ถ้าน้องเหมียวไม่ตัดสินใจจองพื้นที่ตอนนี้ อาจจะเต็มได้ เพราะว่าตั้งแต่เช้ามีแขก Check out น้อยมาก สงสัยจะไม่ชอบบรรยากาศที่นี่ อาจจะคนเยอะไปหน่อย(จริงๆแล้วเพราะว่ามีญาติไม่กี่คนเองที่ชี้ตัวศพถูก) ผมรับประกันบรรยากาศทะเลหมอก และไอเย็นตอนเช้าในนาทีแรกที่น้องเหมียวลืมตาตื่นเลยนะครับ (แหง...ซิคะ มีน้ำแข็งแห้งล้อมรอบศพเป็นกำแพงขนาดนี้) สนใจใช้บริการมั้ยครับ? ที่ด้านหลังของพี่ๆ มีการวาด Logo ของรีสอร์ทแห่งนี้เป็นเรื่องเป็นราว เห็นแล้วก็ตลกดีค่ะ เหมียวว่าเค้าไม่ได้ตั้งใจลบหลู่ศพหรืออะไรหรอกนะ แต่ถ้าคุณอยู่ที่นั่นนานๆ มันจะเครียดแล้วต้องหาวิธี Entertain ตัวเอง มันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ ทราบรึยังค่ะว่าทำไมเหมียวเรียกส่วนนี้ว่า Spa? พวกพี่พวกนี้เรียกตัวเองว่า Panda Team พอถามว่าทำไมต้อง Panda ? ก็ได้รับคำตอบว่า พวกเค้าทำงานเป็นลูกทีม Dr. Luba ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพิสูจน์ DNA แล้ว Dr. Luba เนี่ย ชอบหมีแพนด้ามาก ก็เลยตั้งชื่อว่า Panda Team ซะงั้น เออ....ก็น่ารักดีเนอะเหมียวเดินเข้าไปเป็นคนที่เข้าไปตามหาศพใน Spa คือศพที่ผ่านการชันสูตรเบื้องต้นแล้วจะมี Code หมายเลขศพผูกติดอยู่ที่ข้อมือ แต่ศพเหล่านี้จะถูกวางเรียงรายอยู่กับพื้นโดยที่ไม่ได้เรียงเบอร์เอาไว้ เหมียวมีหน้าที่เข้าไปหาว่าศพเบอร์นี้ ตามที่อยู่ใน List อันยาวเหยียดนี้อยู่ตรงไหน แล้วก็บอกให้ทีมขนมายกไปเพื่อที่ญาติจะได้มาชี้ตัวครั้งสุดท้ายก่อนรับกลับไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เหมียวเกิดมาแล้วเคยเห็นศพ มันบอกไม่ถูกเลยค่ะว่ารู้สึกยังไง เหมียวเดินผ่านศพทุกศพ ตาพยายามกวาดหาหมายเลขที่อยู่ใน List ที่มือกำเอาไว้แน่น ศพทุกศพเน่าแล้ว ขึ้นอืดแล้ว ท้องป่อง ผิวหนังดำแยก เป็นรอยแยกเหมือนผิวหุ่นขี้ผึ้งแตกๆมากกว่าจะเป็นมนุษย์จริงๆ สภาพศพไม่สามารถแยกออกแล้วว่าใครเป็นใคร เส้นผมหลุดร่วงเกือบหมด เหลือแต่กะโหลก และเป้าตาลึกที่เหมือนว่าศพเหล่านี้เปิดตาอยู่ตลอดเวลา บางศพถ้าไปจับพลิกดูก็มีกรามหลุดคามือ หรือนิ้วหลุดติดมือมาด้วย ความเคลื่อนไหวเดียวที่เห็นบนศพเหล่านี้คือหนอนแมงวันจำนวนนับร้อย นับล้านที่เดินไปมา ชอนไชเข้าออก ทั้งนอกและในตัวศพ เต็มไปหมดทุกพื้นที่ ...... เหมียวพยายามทำงานตามปกติ แต่ก็รู้ว่าหัวใจตัวเองเต้นแรงและถี่มากเกินกว่าที่ธรรมดาควรจะเป็น จนกระทั่งงานนี้เสร็จเพราะค่ำซะก่อน เมื่อมืดแล้วงานด้านใน Spa ก็จะเลิกเพราะไม่มีแสง แล้วก็ปล่อยให้ศพทั้งหลายนอนเล่นใน Spa ไปก่อนที่จะตื่นมาเจอพวกเราใหม่ ท่ามกลางหมอกของของน้ำแข็งแห้ง ในวันรุ่งขึ้น
เหมียวออกมาจากข้างในด้วยอาการปกติ ไม่พูดอะไร นิ่งๆ เรียบๆ เหมือนเมื่อกี้ไม่ได้ทำอะไรมาเลย แต่พอเพื่อนสนิทเหมียวคนนึงโทรมาจากกรุงเทพแล้วถามว่าเป็นยังไงบ้าง เล่าให้ฟังหน่อย.....เหมียวกลับพูดไม่ออกซักคำ...............คือมันอึ้ง............. คือมันไม่รู้ว่าจะรู้สึกยังไง? บรรยายอะไร? มันสับสนไปหมด พูดออกไปคำเดียวว่า เหมียวไม่รู้ แบบอึ้งๆ แล้วก็ร้องไห้ใหญ่เลยคะ.....ร้อง ๆๆๆๆๆ จนน้ำตาหมด แล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะบรรยายออกมายังไง เพื่อนเหมียวก็ได้แต่ปลอบว่าให้ปล่อยออกมาให้หมด อาการ ช็อก นี้จะได้หายไป ซึ่งก็จริงอย่างที่เค้าว่าค่ะ พอเหมียวร้องไห้เอาความกลัวออกไปได้ หลังจากนั้นเหมียวก็ไม่ช็อกกับศพ และเข้าไปทำงานกับศพได้ในวันรุ่งขึ้นตามปกติ
วันรุ่งขึ้นเหมียวทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยคุณหมอรุท แพทย์ผู้ทำการชันสูตรศพเบื้องต้น ซึ่งทีมนี้เป็นทีมแรกที่ต้องทักทายกับศพหลังจากเก็บกู้มากแล้ว ในทีมนี้จะมีคนติด Code ศพ ช่างภาพถ่ายรูปศพพร้อม Code Tag มีคนคอยเทน้ำล้างดินแล้วก็ช่วยคุณหมอพลิกศพ ส่วนเหมียวเป็นคนคอยจดรูปพรรณสัณฐานและข้อมูลที่คุณหมอชันสูตรเบื้องต้น เช่นสูงเท่าไหร่ เป็นชายหรือหญิง ผมสีอะไร ใส่เสื้อผ้าอะไรอยู่ มีเครื่องประดับ เครื่องแต่งกายอะไร ร่างกายมีตำหนิตรงไหน รอยสัก? แผลเป็น หรือตำหนิอยู่ที่ไหน? เหมียวต้องคอยช่วยหมอสังเกตอย่างดี บางทีดูเหมือนกางเกงในที่ใส่เป็นสีดำ แต่พอเทน้ำลงบนกางเกงแล้วเอามีดขูดดินดำๆออก จะเป็นว่ากางเกงในตัวนี้เป็นสีชมพู มีลายกระต่ายพิมพ์อยู่บางๆ บางคนนิ้วกุด คล้ายคนพิการ หรือบางคนมีกำไลที่สลักชื่อตัวเองวันเดือนปีเกิดเอาไว้ แบบนี้ ญาติอาจจะหาง่ายหน่อยเพราะแตกต่าง มีฝรั่งอยู่คนนึงห้อยสร้อยคอพร้อมจี้ที่เขียนเอาไว้เลยว่าเค้าเป็นโรคประจำตัวที่อยู่ภายใต้การให้ยาชื่อ Wafarin Sodium ซึ่งจะมีผลกระทบกับเลือดของเค้า แบบนี้ยิ่งน่าจะหาเจอง่ายเพราะมีลักษณะเด่นไม่เหมือนคนอื่น แต่ที่น่าเศร้าก็คือ ไม่ว่าเค้าจะเตรียมตัวมาดีขนาดไหนกับโรคประจำตัวนี้ แต่ก็ช่วยอะไรเค้าไม่ได้เพราะเค้าไม่ได้ตายเพราะโรคร้าย แต่เพราะธรรมชาติพิบัติที่ใครๆก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น ความเศร้าของเหมียวไม่ได้อยู่ที่คนที่ตายแล้วแต่อยู่กับ ญาติและคนที่ตามหามากกว่า ระหว่างที่จดไป ก็คิดในใจไปว่า ญาติเค้าจะหาเจอได้ยังไงเนี่ยะ? ศพส่วนใหญ่มีแต่ ส่วนสูงและ เพศ เพราะศพเน่าเละ เหลือก็แต่กางเกงว่ายน้ำหนึ่งตัว หรือ Bikini เท่านั้น ทำให้การค้นหาศพของญาติยากขึ้นทุกเวลาที่ผ่านไปหลายคนถามเหมียวว่าหดหู่ไหม? เพราะพวกเค้าดูข่าวอยู่ที่บ้านแล้วรู้สึกเศร้าและหดหู่มากๆ จะแปลกไหมถ้าเหมียวจะบอกว่าเมื่อมาทำงานตรงจุดนี้แล้วความรู้สึกแบบนั้นมันมันมีแล้วค่ะ เหมียวว่ามันไม่มีเวลามาหดหู่เพราะใจคิดอย่างเดียวว่าต้องทำให้เสร็จ ขณะที่กำลังจดชันสูตรศพนี้อยู่ก็มีศพใหม่ถูกหามใส่แปลเข้ามาวางใหม่เรื่อยๆ ไม่มีทีท่าว่าจะหมดง่ายๆ เพราะถ้าไม่รีบทำเดี๋ยวจะมืดแล้วแสงจะหมดซะก่อน เหมียวว่าทุกคนทำงานกันแบบลืมเวลา ลืมโลกภายนอก ลืมหิว ลืมกิน ลืมสวย ลืมเหม็น ลืมกลัว แต่ทุกคนไม่ลืมว่ากำลังทำอะไรอยู่ ทุกคนไม่ลืมว่า มีคนรอพวกเค้าอยู่ไม่ว่าจะเป็นศพคนตายที่รอญาติมารับหรือคนเป็นที่รอข้อมูลศพเพื่อมารับกลับบ้าน มานาทีนี้แล้วมีแต่ความฮึด ความตั้งใจเท่านั้น ถ้าถามเหมียวว่าเสียใจไหม? เวลาดู TV ที่บ้านอาจจะเสียใจกับผู้ที่เสียชีวิต ผู้ที่ประสบภัยใช่ไหมคะ? เหมียวก็เสียใจคะ.... เสียใจกับตัวเองที่ไม่สามารถช่วยคนอื่นไม่ได้แล้วทั้งๆที่ ทำทุกอย่างจนสุดความสามารถแล้ว เคยมั้ยคะ? ที่คุณต้องพาฝรั่งชาวรัสเซียคนนึงชื่อ Vlad ตามหาภรรยาอายุ 24 ปี ของตัวเอง เค้าหามาทุกที่ ดูมาทุกศูนย์ ผ่านรูปถ่ายมาทุกศพ แล้วก็ขอให้เหมียวหาข้อมูลให้ หาให้แล้วก็ไม่มี ขอให้เหมียวพาเข้าไป ข้างใน เผื่อจะเป็นความหวังสุดท้ายที่จะไปหาด้วยตาตัวเอง เคยมั้ยคะ? ที่มองหน้าเค้าแล้วเห็นแต่ความท้อแท้แต่ยัง พยายามต่อ? เค้าบอกว่าจะยังตามหาต่อไปและจะยังอยู่เมืองไทย ถ้าไม่สิ้นหวัง เคยมั้ยคะ? ที่ทำทุกอย่างแล้วก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ทำทุกอย่างแล้วก็ช่วยให้เขาตามหาภรรยาของเค้าไม่ได้ เหมียวเสียใจตรงนี้ตะหาก
เหมียวเสียใจที่ตัวเองไม่รู้จะปลอบญาติที่มารับศพได้ยังไง เมื่อศพที่เหมียวเป็นคนจดผลการชันสูตรเมื่อกี้เป็นแม่ของเค้า และศพที่เหมียวสัมผัสเมื่อวานนี้เป็นลูกของผู้หญิงคนเดียวกัน เธอเข้ามาชี้ศพคนที่เธอรักเป็นครั้งสุดท้ายแต่ก็เป็นลมไปทุกครั้ง เหมียวเสียใจที่ได้แต่เข้าไปกอดเค้าแต่ก็พูดอะไรไม่ออก ได้แต่บอกว่าทำบุญไปให้แม่กับน้องเยอะๆนะคะ....ก็แค่นั้น เหมียวเซ็งตัวเองที่ทำให้เธอหยุดร้องไห้ไม่ได้ และที่สำคัญไม่สามารถทำให้ที่รักของเธอเหล่านี้ฟื้นคืนกลับมามีชีวิตได้........ เหมียวเศร้าซ้ำหนักเมื่อสัมผัสได้ว่าหลายคนเสียชีวิต แต่ไม่มีสติพอที่จะรู้ว่าพวกเขาได้ตายไปแล้ว เหมียวเศร้าเพราะเค้าเศร้า เพราะเค้ายังไม่อยากจากโลกนี้ไป แต่ก็สายไปซะแล้ว บุญของเหมียวที่แผ่เมตตาไปให้ก็เพียงพอทำให้เค้าตื่นขึ้นมารู้ตัวว่าตายแล้วเท่านั้น แต่ไม่มากพอก็จะทำให้ไปเกิดใหม่ได้ .... เหมียวเศร้าที่ทำแค่นี้จริงๆ

ในทางกลับกันเหมียว ณ.สถานที่แห่งนี้ เหมียวสัมผัสได้กับคนที่มีน้ำใจ พร้อมจะช่วยเหลือคนอื่น แรงของอาสาสมัครมีมาไม่ขาดสาย ทุกคนทำงานแบบไม่หวังผลตอบแทน เพราะไม่มีผลตอบแทนเป็นรูปธรรมใดๆนอกจาก ความปิติที่จะได้กับตัวเองและอยู่ในจิตใจของเค้าเอง เหมียวจับความตั้งใจและหวังดีของทุกคนได้ เหมียวชื่นชมคนทุกคนที่ทำงานที่นี่ ทั้งอาสาสมัครจาก Australia ที่บอกว่าชอบมาเที่ยวเมืองไทยและรักเมืองไทย ถึงแม้จะไม่ได้มีความเสียหายหรือเกี่ยวข้องกับภัยพิบัติครั้งนี้แต่ก็บินมาช่วยกันอย่างเต็มที่ เหมียวประทับใจที่ได้มาเจอคนดังที่มีน้ำใจมาทำงานอาสาสมัครจริงๆ ไม่ได้มาแค่เยี่ยมให้กำลังใจแล้วก็กลับบ้านไป หรือแค่มาทำข่าวเพื่อ Promote ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น กานต์ นักร้องนำวง HUM คนนี้บินมาจากเชียงใหม่คนเดียวเพื่อทำหน้าที่สวัสดิการของอาสาสมัครทีม สสส. ขอบคุณกานต์สำหรับอาหารและที่ซุกหัวนอนของเหมียว หรือสองพี่น้อง ทิน และ ชอง โชคกมลกิจ ทั้งสองคนนั่งเครื่องบินมาเอง แล้วก็มาทำงานแบกศพและอยู่ Panda Team ช่วย Dr. Luba เรื่อง DNA คุณแข็งแรงมากๆ (เพราะศพหนักมาก) และกล้าหาญมาก (ที่กล้าผ่าศพ) ท้ายที่สุดเหมียวขอขอบคุณและยกย่องคนมีน้ำใจทุกคน
เหมียวได้อะไรกลับมาบ้านบ้าง????? ได้กระเป๋าและรองเท้าที่เหม็นกลิ่นศพมากๆ กลับบ้าน ได้เพื่อนใหม่ที่คิดว่าน่าจะคบกันได้นานๆ ได้ความปิติในใจ ได้ข้อคิดก่อนจบค่ะว่า ทำเพื่อคนอื่นบ้างเมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว อ้อ.....แล้วก็ทำบุญไว้ด้วยเพื่อที่ว่าคุณจะจากคนที่คุณรักไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้.......
